ที่ระลึกงานเกษียณอายุราชการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิพัฒน์ บุญญะฤทธิ์ หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2548

ประวัติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิพัฒน์ บุญญะฤทธิ์

ชื่อ นายพิพัฒน์ ชื่อสกุล บุญญะฤทธิ์

สัญชาติ ไทย เชื้อชาติ ไทย ศาสนา พุทธ

เกิดวันที่ 4 เดือน ตุลาคม พุทธศักราช 2487

ตำบล ในเมือง อำเภอ เมือง จังหวัด บุรีรัมย์

ชื่อบิดา นายชะลอ ชื่อสกุล บุญญะฤทธิ์

ชื่อมารดา นางพิกุล ชื่อสกุล บุญญะฤทธิ์

ชื่อภริยาหรือสามี - ชื่อสกุล -

อาชีพบิดา รับราชการ

อาชีพมารดา -

อุปสมบท ณ วัด กลางบุรีรัมย์ เมื่อ / /

รับราชการทหารประจำการสังกัด

เมื่อ / / ปลดเมื่อ / /

เริ่มเข้ารับราชการชั้น ตรี ตำแหน่ง ครูตรีวิทยาลัยเทคนิคภาคใต้

กรม อาชีวศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการ

วันที่ 11 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2513

อายุ 25 ปี 8 เดือน 7 วัน

คุณวุฒิการศึกษา

พ . ศ . 2493 – 2496 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนบุรีราษฎร์ดรุณวิทยา จ . บุรีรัมย์ ใช้เวลาศึกษา 4 ปี

พ . ศ . 2597 – 2502 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนบุรีรัมย์วิทยาลัย จ . บุรีรัมย์ ใช้เวลาศึกษา 6 ปี

พ . ศ . 2503 – 2505 สำเร็จการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษา ( แผนกวิทยาศาสตร์ ) จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จ . นครราชสีมา ใช้เวลาศึกษา 3 ปี

พ . ศ . 2507 –2509 สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ( แผนกช่างกลโลหะ ) จากวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จ . นครราชสีมา ใช้เวลาศึกษา 3 ปี

พ . ศ . 2510 – 2512 สำเร็จการศึกษาระดับ ป . ทส . ( แผนกเทคนิคการผลิต ) จากวิทยาลัยเทคนิคธนบุรี จ . กรุงเทพฯ ใช้เวลาศึกษา 3 ปี

 

13 มีนาคม 2521 – 7 เมษายน 2521 ฝึกอบรมที่ Faculty of Industrial Technology

Machine Mechanic Section in the Connection with Connection

with German Agency of Technical Co-operation Ltd. (GTZ)

and German Volusnture Service ได้รับ Certificate for

Participant of the Continuation Course for Technical Teacher.

 

อิสริยาภรณ์และเกียรติยศที่ได้รับ

5 ธันวาคม 2518 ได้รับจัตุรภาภรณ์

5 ธันวาคม 2521 ได้รับจัตุรภาภรณ์ช้างเผือก ( จ . ช .)

5 ธันวาคม 2523 ได้รับตริตาภรณ์มงกุฎไทย ( ต . ม .)

5 ธันวาคม 2528 ได้รับตริตาภรณ์ช้างเผือก ( ต . ช .)

5 ธันวาคม 2536 ได้รับ ท . ม .


เรื่องเล่าให้ฟัง

ความประทับใจในอดีต

เรื่องที่เล่านี้เป็นชีวิตจริง มิได้มีการเสริมแต่ง เพราะพี่สาวเป็นผู้เล่า

“ ป้อม ” เป็นชื่อเล่นของเด็กชายพิพัฒน์ บุญญะฤทธิ์ ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2487 เป็นบุตรของนายชะลอ และนางพิกุล บุญญะฤทธิ์ เมื่อเด็กมีรูปร่างอ้วน ๆ ป้อม ๆ น่ารักมาก เรียกได้ว่าเป็นสุดที่รักของทุกคนก็ได้ เพราะป้อมคือลูกผู้ชายคนเดียวของครอบครัว ซึ่งมีพี่สาวสองคน เดิมมีน้องสาวห้าคน แต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กหนึ่งคน จึงเหลือน้องสาวสี่คน รวมแล้วมีพี่น้อง 7 คน มีอายุไล่เลี่ยกัน เติบโตมาด้วยความรัก ความอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งคุณพ่อรับราชการครูใหญ่โรงเรียนเทศบาลในเมืองบุรีรัมย์

บ้านของป้อมอยู่ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัด หลังบ้านมีต้นมะม่วง มะพร้าว มะขาม ฝรั่ง มีสวนครัวซึ่งปลูกผักไว้รับประทานตลอดทั้งปี ใกล้ต้นมะขามมีสระใหญ่ เลี้ยงปลาหมอเทศ ปลูกบัวสาย และบัวดอก นอกจากนี้ยังมีบ่อลึกมาก น้ำในบ่อใสสะอาดเพื่อเอาไว้ดื่ม เพราะไม่มีประปา ไฟฟ้าเหมือนทุกวันนี้ นอกจากนั้นยังเลี้ยงเป็ด และไก่อย่างละสิบกว่าตัว เอาไว้เก็บไข่รับประทานโดยไม่เคยซื้อที่ตลาด

พอเริ่มจำความได้ คุณแม่จะเปิดหีบเสียง (เครื่องเล่นแผ่นเสียง) โดยลูก ๆ ช่วยไขลาน แผ่นเสียงครั่ง ตรากระต่าย ลูก ๆ ก็ล้อมวงนั่งฟังด้วยความเพลิดเพลิน มีเพลงลำตัด เพลงไทย และมีเรื่องขุนช้างขุนแผนหลายตอนมาก เผอิญในแผ่นเสียงแผ่นหนึ่งจะเอ่ยถึงบุคลที่มีชื่อว่า “ เจ๊กตุ้น ” ลูก ๆ ก็พากันขำ หัวเราะชอบใจ ขอร้องให้คุณแม่เปิดให้ฟังอีกหลายครั้ง เป็นที่สนุกสนาน แล้วก็หันมาเรียกป้อมว่า “ เจ๊กตุ้น ” เหมือนชื่อของตัวละครในเรื่อง หลังจากนั้นป้อมก็เลือนหายไป มีคำว่า “ เจ๊กตุ้น ” เข้ามาแทน ต่อมาคำว่าเจ๊กหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ เหลือแต่คำว่า “ ตุ้น ” ทุกคนจึงเรียก “ ตุ้น ” เรื่อยมา

ตุ้นจะแทนตัวเองว่า “ ฉัน ” ทุกครั้ง ไม่เคยใช้คำว่า “ ผม ” หรือ “ กระผม ” เลย ยามว่างจะเล่นเกมส์กับพี่ ๆ น้อง ๆ เช่น หลุมเมือง, หมากเก็บ, อีตัก, จ้ำจี้, มอญซ่อนผ้า, ซ่อนหา, ม้าหางแดง, งูกินหาง, รีรีข้าวสาร ฯลฯ ถ้าเป็นวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ ก็เล่นขายของ โดยใช้ต้นขัดมอญสร้างบ้าน เก็บลูกตาลสุกมาทำตุ๊กตา มีความสุขมาก

พี่อี๊ด นำตุ้นไปเลี้ยงที่โรงเรียนทุกวัน ทั้งที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้าเรียน พอครูสอนตุ้นก็จะตั้งใจฟัง ตอบคำถาม อ่านออกเสียง และเขียนได้ ครูเห็นว่าเก่ง ก็เลยลงทะเบียนเป็นนักเรียนพร้อมกับพี่อี๊ด ตั้งแต่ชั้นเตรียมแล้วก็เรียนด้วยกันตลอดมา

สมัยนั้น ไม่มีรถเดินทาง ส่วนใหญ่จะใช้ม้าเป็นพาหนะ คุณพ่อมีม้าที่เชื่องชื่อ “ มงคล ” ตุ้นชอบขี่ม้ามงคลมาก ขี่ไปนาบ้าง ขี่เล่นบ้าง แต่ก็ไม่ลืมเกี่ยวหญ้าปล้อง ในสระหลังบ้านให้ม้ากิน ขณะที่ม้ากินหญ้า ก็ใช้ไม้แหย่หญ้าปล้องเพื่อนำไส้ข้างในมาขดเล่นกัน ตุ้นรัก เอาใจใส่ดูแลม้าเป็นอย่างดี

กลางคืน ตุ้นจะเอาเสื่อปูที่ชานบ้าน แล้วก็นอนดูดาวบนท้องฟ้า ฟังนิทาน เล่นเกมปริศนาคำทาย บริเวณที่ต้องการให้สว่างก็ใช้ตะเกียงเจ้าพายุ ตะเกียงโป๊ะ ตะเกียงกระป๋อง ถ้าจะเดินทางก็ใช้ไต้จุดส่องทาง คุณแม่มักจะมีกิจกรรมให้ทำ เช่น แข่งขันแกะเมล็ดมะขามที่เก็บจากต้นในสวนหลังบ้าน เพื่อจะเอาเนื้อมะขามไว้ใช้ตลอดปี หรือไม่ก็ทำขนมเกลียว กวนทอฟฟี่ ช่วยกันห่อเอาไว้ขายวันรุ่งขึ้น ตุ้นก็ทำได้ดี บ่อยครั้งที่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้อง ก็จะใช้ไฟฉายส่องมันออกมาที่ปากรูใช้ปีก ถูกันเสียงดังกังวาน จึงใช้เสียมกดลัดหน้ามันไว้ มันเข้ารูไม่ได้ก็จับมันได้ง่าย ๆ อีกอย่างที่ลืมไม่ได้ ที่ตู้หนังสือของคุณพ่อ ช่วงล่างมีช่องลิ้นชัก ผึ้งมาอาศัยทำรังจนต้องดึงลิ้นชักออกปล่อยให้เป็นที่อยู่ของผึ้ง ตุ้นชอบกินผึ้งมาก จะใช้ไม้ค่อย ๆ แคะรังผึ้งทีละชั้น ๆ นำมาแบ่งให้พี่ ๆ น้อง ๆ กินหวานชื่นใจ ผึ้งก็สร้างรังใหม่ ไม่หนีไปไหนเลย มีความสุขมาก

ตุ้นจะช่วยตักน้ำรดผัก ตักน้ำใส่โอ่งไว้ดื่มและใช้ ตอนเย็นเลิกเรียนก็หาบของ (ตามแต่คุณแม่จัดเตรียมไว้ให้) ขายตามหมู่บ้านหลังศาลากลาง ถ้าเป็นวัน เสาร์ – อาทิตย์ เช้าเก็บผักในสวนครัวบ้าง ถอนสายบัวที่สระ มัดนำไปขายที่ตลาดสด ขายเสร็จก็ซื้อเนื้อหมู น้ำมันหมู กลับบ้าน เพราะยังไม่มีน้ำมันพืชเลยไม่รู้จัก ช่วงเวลาว่างบางวันก็ไปวิดนำที่ขังอยู่ตามซอกมุมนาเพื่อจับปลา สังเกตผู้ใหญ่เขาจับหนูตัวโต ๆ ที่อาศัยอยู่ตามขอบสระก็ทำตาม โดยตักน้ำในสระกรอกลงในรูหนู พอหนูวิ่งออกมาตีได้บ้างไม่ได้บ้าง กล้า ๆ กลัว ๆ ตามประสาเด็ก

บางวันฝนตกปลอย ๆ พ่อจะนำลูก ๆ ไปดักจับนก โดยใช้ไม้ยาว ๆ ทำห่วงตาข่ายไว้ที่ปลายไม้ ขณะที่นกกระโดดหยองแหยงอยู่บนสนามหญ้า พี่ ๆ ก็ใช้ไฟฉายส่อง นกก็มองจ้องไฟเพลิน ฝ่ายพ่อและตุ้น ก็ใช้ห่วงตาข่ายคล้องนก วิ่งตะครุบตามประสาเด็ก ๆ ในหมู่พี่น้อง คิดถึงความหลังอันแสนสนุก

พอโตขึ้นอีกหน่อย ตุ้นจะพายเรือให้คุณพ่อทอดแหหาปลาตามริมห้วย ใกล้บ้าน บ้างก็ไปกลางคืน หรือไม่ก็ไปกลางวัน คุณพ่อสอนให้ลูกทุกคนขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดออม และอดทน

เมื่อเรียนจบ ม.6 จากโรงเรียนบุรีรัมย์วิทยาลัย ก็มาเรียนต่อ ม.8 ที่จังหวัดนครราชสีมา พร้อมกับพี่อี๊ดที่เรียนวิทยาลัยครูนครราชสีมา แล้วเข้ามาศึกษาที่กรุงเทพฯ จนสำเร็จการศึกษา เข้ารับราชการครั้งแรกที่จังหวัดสงขลา ต่อมาจึงย้ายมาที่กรุงเทพฯ จนเกษียณอายุราชการ.

อาจารย์พิพัฒน์ บุญญะฤทธิ์

คือ บุตรกตัญญูเทิดเกล้า บุพการี

คือ สามีเคียงคู่คิดขวัญ ภรรยา

คือ ผู้ประเสริฐถนอมรักบุตรสุดพรรณนา

คือ ศรัทธา สรรพศิษย์ มิตรอาจารย์ ลำพา ชัชวาลพาณิชย์ ผู้เล่าใ ห้ฟัง

อ่านเอกสารทั้งหมดที่นี่ครับ (PDF File)

----------------------------------------------------------

Last update 1-11 -05